วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

SQL คืออะไร

          SQL ย่อมาจาก structured query language คือภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม เพื่อจัดการกับฐานข้อมูลโดยเฉพาะ เป็นภาษามาตราฐานบนระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์และเป็นระบบเปิด (open system) หมายถึงเราสามารถใช้คำสั่ง sql กับฐานข้อมูลชนิดใดก็ได้ และ คำสั่งงานเดียวกันเมื่อสั่งงานผ่าน  ระบบฐานข้อมูลที่แตกต่างกันจะได้ ผลลัพธ์เหมือนกัน ทำให้เราสามารถเลือกใช้ฐานข้อมูล ชนิดใดก็ได้โดยไม่ติดยึดกับฐานข้อมูลใดฐานข้อมูลหนึ่ง นอกจากนี้แล้ว SQL ยังเป็นชื่อโปรแกรมฐานข้อมูล ซึ่งโปรแกรม SQL เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่มีโครงสร้างของภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มีประสิทธิภาพการทำงานสูง สามารถทำงานที่ซับซ้อนได้โดยใช้คำสั่งเพียงไม่กี่คำสั่ง โปรแกรม SQL จึงเหมาะที่จะใช้กับระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ และเป็นภาษาหนึ่ง ซึ่งแบ่งการทำงานได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. Select query ใช้สำหรับดึงข้อมูลที่ต้องการ
2. Update query ใช้สำหรับแก้ไขข้อมูล
3. Insert query ใช้สำหรับการเพิ่มข้อมูล
4. Delete query ใช้สำหรับลบข้อมูลออกไป
     ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS ) ที่สนับสนุนการใช้คำสั่ง SQL เช่น  Oracle , DB2, MS-SQL, MS-Access 
นอกจากนี้ภาษา SQL ถูกนำมาใช้เขียนร่วมกับโปรแกรมภาษาต่างๆ เช่น ภาษา c/C++ , VisualBasic และ Java 

ประโยชน์ของภาษา SQL
1. สร้างฐานข้อมูลและ ตาราง    
2. สนับสนุนการจัดการฐานข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย การเพิ่ม การปรับปรุง และการลบข้อมูล
3. สนับสนุนการเรียกใช้หรือ ค้นหาข้อมูล    
    
ประเภทของคำสั่งภาษา SQL
1. ภาษานิยามข้อมูล(Data Definition Language : DDL) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการสร้างฐานข้อมูล กำหนดโครงสร้างข้อมูลว่ามี  Attribute ใด
 ชนิดของข้อมูล รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงตาราง และการสร้างดัชนี คำสั่ง : CREATE,DROP,ALTER
2. ภาษาจัดการข้อมูล (Data Manipulation Language :DML) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการเรียกใช้ เพิ่ม ลบ และเปลี่ยนแปลงข้อมูลในตาราง    คำสั่ง : SELECT,INSERT,UPDATE,DELETE
3. ภาษาควบคุมข้อมูล (Data Control Language : DCL) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการกำหนดสิทธิการอนุญาติ หรือ ยกเลิก การเข้าถึงฐานข้อมูล เพื่อป้องกันความปลอดภัยของฐานข้อมูล คำสั่ง : GRANT,REVOKE

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ข้อสอบโอเน็ต วิชาคอมพิวเตอร์

1.โปรแกรมเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือโปรแกรมใด

ตอบ  Internet  Explorer ,Google Chrome

2. ข้อใดคือ URL เว็บไซต์ครูเชียงราย

ตอบ   www.kruchiangrai.net

3. นักเรียนได้รับประโยชน์จากการใช้งานคอมพิวเตอร์ในด้านใดมากที่สุด

ตอบ  ด้านการศึกษา ด้านความรู้ ด้านการใช้งาน

4. ความหมายของ ฮาร์ดแวร์คือ ?

ตอบ ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

5.  ฮาร์ดแวร์ มีอะไรบ้าง

ตอบ เมาส์ , แป้นพิมพ์

6. ซอฟต์แวร์ มีอะไรบ้าง

ตอบ ไวรัสคอมพิวเตอร์

7. โปรแกรม ซอฟต์แวร์ ได้แก่โปรแกรมอะไร ยกตัวอย่างมา 1ข้อ

ตอบ โปรแกรมMicrosoft PowerPoint

8. โปรแกรมวินโดวส์ เป็นซอฟต์แวร์ประเภทใด

ตอบ ซอฟต์แวร์ระบบ

9. ชนิดของซอฟต์แวร์ (software) มีทั้งหมดกี่ชนิด

ตอบ มี 2 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวร์ประยุกต์

10. ผู้ก่อตั้งและผู้สร้างFacebook.com คือใคร

ตอบ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ภาษา php (5)

คำสั่งวนซ้ำ

     ภาษา PHP มีคำสั่งที่ใช้วนซ้ำ(loop) ดังต่อไปนี้ 

1. คำสั่ง while
     เป็นคำสั่งที่ใช้วนซ้ำ โดยจะตรวจสอบเงื่อนไขก่อน ถ้าพบว่าเงื่อนไขเป็นจริง จึงจะทำคำสั่งที่อยู่ภายในลูป(loop) หลังจากนั้นจึงกลับมาตรวจสอบเงื่อนไขอีกครั้ง วนซ้ำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าเงื่อนไขจะเป็นเท็จ 
while (เงื่อนไข)
{
     คำสั่ง;
}

1
2
3
4
5
6
ึ7 
<?
   $size = 1;
   while ($size < 7)
   {   echo "<font size = $size color=blue>HELLO<br>";
        $size++;
   }
?>



     จากตัวอย่าง โปรแกรมจะตรวจสอบเงื่อนไขก่อนว่าเป็นจริงหรือไม่ จะเห็นว่า $size มีค่าเท่ากับ 1 ซึ่งน้อยกว่า 7 ดังนั้นเงื่อนไขจึงเป็นจริง แล้วจึงเข้าไปทำคำสั่งที่อยู่ในลูปทั้ง 2 คำสั่ง โดยเพิ่มค่า $size ขึ้นอีกหนึ่ง
     หลังจากนั้นก็กลับไปตรวจสอบเงื่อนไขต่อว่าเป็นจริงหรือไม่ ในที่นี้จะวนซ้ำทั้งสิ้น 6 รอบ 
2. คำสั่ง do..while
     คำสั่ง do..while จะมีการทำงานคล้ายกับ while แต่ต่างกันตรงที่ คำสั่ง do..while จะตรวจสอบเงื่อนไขทีหลัง นั่นคือจะมีการทำคำสั่งในลูปอย่างน้อย 1 ครั้งเสมอ เมื่อทำคำสั่งในลูปแล้วจึงตรวจสอบเงื่อนไขทีหลัง 

do
{
     คำสั่ง;
}
while (เงื่อนไข)


1
2
3
4
5
6
ึ7
8
<?
   $a = 1;
   do  
   {
      echo $a," ";
      $a++;
   } while($a<=20)
?>

3. คำสั่ง for

     สำหรับคำสั่ง for นั้น จะมีการทำงานเหมือนกับ while คือตรวจสอบเงื่อนไขหรือการเปรียบเทียบก่อน แล้วจึงทำคำสั่งภายในลูป แต่มักใช้ในกรณีที่ทราบจำนวนครั้งในการวนซ้ำที่แน่นอน 
for (กำหนดค่าเริ่มต้น ; เงื่อนไข ; การเพิ่ม/ลดค่าตัวแปร)
{
     คำสั่ง;
}

1
2
3
4
5
6
ึ7
8
9
<?
  
   for($a = 1 ; $a < 13 ; $a++)
   {
      echo "<font color=green>";
      echo "2 x $a =",2*$a,"<br>";
      echo "</font>";
   }
?>

     จากตัวอย่างที่ 15 เป็นโปรแกรมสูตรคูณแม่ 2 โดย $a จะเริ่มเก็บค่าจาก 1 ในขณะที่เงื่อนไขยังเป็นจริง (นั่นคือ $a < 13) ก็จะทำคำสั่งในลูปทั้ง 3 คำสั่ง หลังจากนั้นตัวแปร $a จะถูกเพิ่มค่าทีละหนึ่ง และทำงานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเงื่อนไข $a < 13 เป็นเท็จ

1
2
3
4
5
6
ึ7
8
9
10
11
<table border=1>
<?
   $a = 1;
   for($a = 1 ; $a < 13 ; $a++)
   {  
      echo "<tr>";
      echo "<td>2 x $a</td><td>",2*$a,"</td>";
      echo "</tr>";
   }
?>
</table>

ภาษา php (4)

คำสั่งเลือกทำ

     ภาษา PHP มีคำสั่งที่ใช้ตรวจสอบเงื่อนไขเพื่อเลือกทำงานดังต่อไปนี้ 


1. คำสั่ง if
     PHP จะทำคำสั่งต่างๆ ที่อยู่ภายใน if ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขมีค่าทางตรรกะเป็นจริง

if (เงื่อนไข)
{
     คำสั่ง;
}

    

1
2
3
4
5
6
ึ7
8
9
10
11
<?
   $a = 5;
   $b = -5 ;
   $c = 3;
   if ($a < $b)
   {   echo "\$a มีค่าน้อยกว่า \$b";
   }
   if ($b < $c)
   {   echo "\$b มีค่าน้อยกว่า \$c";
   }
?>

     จากตัวอย่าง โปรแกรมจะทำคำสั่งที่อยู่ภายใน if อันแรกก็ต่อเมื่อ ตัวแปร $a มีค่าน้อยกว่าตัวแปร $b และจะทำคำสั่งที่อยู่ภายใน if อันที่สองก็ต่อเมื่อตัวแปร $b มีค่าน้อยกว่าตัวแปร $c ซึ่งจะเห็นว่าในกรณีนี้เงื่อนไขของ if อันแรกเป็นเท็จ แต่ if อันที่สองเป็นจริง 
2. คำสั่ง else 
     else เป็นคำสั่งที่ใช้ร่วมกับ if ซึ่ง PHP จะทำคำสั่งภายใน else เมื่อเงื่อนไขหลัง if มีค่าทางตรรกะเป็นเท็จ 
if (เงื่อนไข)
{
     คำสั่ง;
}
else {
     คำสั่ง;
}


1
2
3
4
5
6
ึ7
8
9
10
<?
   $a = 5;
   $b = -5 ;
   if ($a < $b)
   {   echo "\$a มีค่าน้อยกว่า \$b";
   }
   else
   {   echo "\$a มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ \$b";
   }
?>


3. คำสั่ง elseif 

     ในโปรแกรมขนาดใหญ่หรือโปรแกรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น บางครั้งการตรวจสอบเงื่อนไขเดียวว่าเป็นจริงหรือเท็จยังไม่เพียงพอ เราจำเป็นจะต้องสร้างทางเลือกให้กับโปรแกรมมากกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น การตัดเกรดจากคะแนนสอบที่มีมากกว่า 2 เกรด เป็นต้น ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้คำสั่ง elseif ร่วมกับคำสั่ง if 

if (เงื่อนไข)
{
     คำสั่ง;
}
elseif (เงื่อนไข){
     คำสั่ง;
}

1
2
3
4
5
6
ึ7
8
9
10
11
12
13
<?
   $b = -5 ;
   $c = 3;
   if ($b > $c)
   {   echo "$b มีค่ามากกว่า $c";
   }
   elseif ($b < $c)
   {   echo "$b มีค่าน้อยกว่า $c";
   }
   else
   {   echo "$b มีค่าเท่ากับ $c";
   }
?>

แสดงผลลัพธ์ 

4. คำสั่ง switch

     คำสั่ง switch จะคล้ายกับคำสั่ง if โดยจะช่วยอำนวยความสะดวก ในกรณีที่ต้องการเปรียบเทียบตัวแปรหรือนิพจน์หนึ่งๆ กับค่าหลายค่า 
switch (ตัวแปร)
{
     case กรณีที่ 1 : คำสั่ง1;   break;
     case กรณีที่ 2 : คำสั่ง2;   break;
               :                        
     case กรณีที่ n : คำสั่งn;   break;
     default : คำสั่ง;
}

1
2
3
4
5
6
ึ7
8
9
10
11
<?
   $day = date("l");
   switch ($day)
   {    case "Monday" : echo "วันนี้วันจันทร์"; break;
         case "Tuesday" : echo "วันนี้วันอังคารครับ"; break;
         case "Wednesday" : echo "วันนี้วันพุธค่ะ"; break;
         case "Tursday" : echo "วันนี้วันพฤหัสฯ อีกวันเดียวเท่านั้น"; break;
         case "Friday" : echo "วันนี้วันสุดท้ายของการทำงาน"; break;
         default : echo "เฮ!วันหยุด ได้อยู่บ้าน ";
   } 
?>


     จากตัวอย่าง ใชฟังก์ชั่น date เพื่อรับค่าวันในปัจจุบันของระบบมาเก็บไว้ในตัวแปร $day และมาเข้าเงื่อนไข switch ถ้าค่าวันที่รับเข้ามาเป็นตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่งใน case มันก็จะแสดงข้อความออกมา และ break แต่ถ้านอกเหนือจากค่าที่ระบุ ก็จะทำงานในส่วน default
 

ภาษา php (3)

ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ (Arithemetic Operators)

     เป็นตัวดำเนินการที่ใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ประกอบด้วย
+
-
*
/
%
การบวก (addition)
การลบ (subtraction)
การคูณ (multiplication)
การหาร (division)
การหารเอาเศษ (modulus) 

    

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
<?
   $a = 5;
   $b = 8 ;
   $c = 4;
   echo "<font size=5>";
   echo "$a + $b = ", $a+$b, "<br>";
   echo "$b % $c = ", $b%$c, "<br>";
   echo "$b / $a = ", $b/$a;
   echo "</font>";
?>



 เราสามารถเพิ่มหรือลดค่าของตัวแปรทีละหนึ่งตามรูปแบบที่นิยมใช้ในภาษา C และ Java โดยใช้ตัวดำเนินการต่นี้อไป

ตัวดำเนินการ
ความหมาย
ตัวอย่าง
คำอธิบาย
++
- -
+=
-=
*=
/=
%=
เพิ่มค่าขึ้น 1
ลดค่าลง 1
บวกทีละ X
ลบทีละ X
คูณกับ X
หารด้วย X
มอดด้วย X
$a++
$a- -
$a += 3
$a -= 5
$a *= 2
$a /= 10
$a %= 9
เพิ่มค่าให้กับตัวแปร $a อีก 1
ลด ค่าให้กับตัวแปร $a ลง 1
ความหมายเดียวกับ $a = $a+3
ความหมายเดียวกับ $a = $a-5
ความหมายเดียวกับ $a = $a*2
ความหมายเดียวกับ $a = $a/10
ความหมายเดียวกับ $a = $a%9


ตัวดำเนินการทางตรรกะ (Logical Operators)

     เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ดำเนินการกับค่าทางตรรกะ (จริง/เท็จ) ของตัวแปรหรือนิพจน์ ดังนี้

ตัวดำเนินการ
ชื่อ
ตัวอย่างการใช้งาน
ความหมาย
&&
และ (And)
$a && $b
ให้ค่าจริงเมื่อ $a เป็นจริง และ $b เป็นจริงทั้งคู่ มิฉะนั้นจะให้ค่าเท็จ
||
หรือ (Or)
$a || $b
ให้ค่าเท็จเมื่อ $a และ $b เป็นเท็จ นอกเหนือจากนั้นจะให้ค่าจริง
!
นิเสธ (Not)
!$a
ให้ค่าจริงเมื่อ $a เป็นเท็จ
ให้ค่าเท็จเมื่อ $a เป็นจริง
^
Exclusive Or
$a ^ $b
ให้ค่าจริงเมื่อ $a เป็นเท็จ และ $b เป็นจริง หรือ เมื่อ $a เป็นจริง และ $b เป็นเท็จ
    

 

ตัวดำเนินการเชิงเปรียบเทียบ (Comparison Operators)

     เป็นตัวดำเนินการที่ใช้เปรียบเทียบตัวแปรหรือนิพจน์ 2 ตัวแปร/นิพจน์ โดยจะให้ค่าจริงหรือค่าเท็จอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา 
ตัวดำเนินการ
ชื่อ
ตัวอย่างการใช้งาน
==
เท่ากับ
$a == $b
!=
ไม่เท่ากับ
$a != $b
>
มากกว่า
$a > $b
<
น้อยกว่า
$a < $b
>=
มากกว่าหรือเท่ากับ
$a >= $b
<=
น้อยกว่าหรือเท่ากับ
$a <= $b
   

ภาษา php (2)

ตัวแปร

     การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาทุกภาษาจะมีรูปแบบการประกาศตัวแปรที่แตกต่างกัน PHP ก็เป็นภาษาหนึ่งที่มีลักษณะโดดเด่นกว่าภาษาอื่น คือ การประกาศตัวแปรของ PHP ไม่ต้องประกาศชนิดข้อมูล (Data type) เนื่องจากภาษา PHP จะกำหนดชนิดของข้อมูลตามค่าของข้อมูลที่ได้รับ

การตั้งชื่อตัวแปร
  • ชื่อของตัวแปรสามารถเป็นได้ทั้งตัวอักษร ตัวเลข และเครื่องหมาย Underscore ( _ ) ได้
  • ต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษร หรือเครื่องหมาย Underscore เท่านั้น ห้ามขึ้นต้นด้วยตัวเลข
  • ต้องมีเครื่องหมาย $ นำหน้าเสมอ ซึ่งการเรียกใช้ตัวแปรก็ต้องมีเครื่องหมาย $ นำหน้าด้วย
  • ชื่อของตัวแปรใน PHP จะให้ความสำคัญกับตัวอักษรพิมพ์เล็ก-พิมพ์ใหญ่ (Case Sensitive)

1
2
3
4
5
<?
   $price = 500;
   $product = "เก้าอี้";
   echo"$product ราคา $price บาท ";
?>
 

     จากตัวอย่าง เป็นการกำหนดตัวแปร $price ขึ้นมาโดยกำหนดค่าให้ คือ 500 และ ตัวแปร $product ให้มีค่าเป็นข้อความว่า "เก้าอี้" ในการกำหนดค่าตัวแปรจะกำหนดหลังเครื่องหมาย Assignment Operator (=) ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร และตัวแปร จากนั้นจึงแสดงผลโดยใช้คำสั่ง echo
 ภาษา PHP จะมีลักษณะของ Case Sensitive เช่น $price จะเป็นคนละตัวกับ $PRICE และ $Price เป็นต้น


1
2
3
4
5
6
<?
   $PRICE = 800;
   $price = 500;
   echo"ลดราคาเก้าอี้พิเศษ<br>";
   echo"จากปกติ $PRICE บาท <br> เหลือ $price บาท";
?>

ชนิดข้อมูล


Integerตัวแปรแบบเลขจำนวนเต็ม เช่น 1, 2, -8, 117
Floatingตัวเลขซึ่งเป็นจำนวนทศนิยม เช่น 0.001, 8.5, -3.005
Stringตัวแปรอักขระ ตัวอักษร หรือข้อความ โดยต้องอยู่ภายใต้เครื่องหมาย Double Quote (" ") เช่น "MWIT"
Arrayเก็บค่าตั้งแต่ 1 ค่าขึ้นไปไว้ในชื่อตัวแปรเดียวกัน โดยมี index เป็นตัวระบุตำแหน่งของแต่ละข้อมูล
Objectกำหนดให้ตัวแปรนั้นเก็บคุณสมบัติของ Object ไว้ โดยใช้ชื่อ Class เป็นตัวกำหนด ชนิดข้อมูลประเภทนี้

การแปลงชนิดข้อมูล
     โดยปกติเมื่อมีการสร้างตัวแปรขึ้นมา ชนิดข้อมูลของตัวแปรจะเป็นไปตามข้อมูลที่กำหนดให้กับตัวแปรนั้น แต่หากต้องการเปลี่ยนชนิดข้อมูลให้เป็นตามที่เราต้องการ เช่น เปลี่ยนข้อมูลชนิดตัวเลขไปเป็นข้อมูลชนิดสตริง หรือเปลี่ยนข้อมูลชนิดจำนวนเต็มไปเป็นข้อมูลชนิดจำนวนทศนิยม ก็สามารถกระทำได้ 2 วิธี คือ การแปลงชนิดข้อมูลด้วยวิธี Cast และการแปลงชนิดข้อมูลด้วยฟังก์ชั่น settype()

การแปลงชนิดข้อมูลด้วยวิธี Cast
     เป็นการระบุชนิดข้อมูลที่ต้องการไว้หน้าตัวแปร โดย
(int), (integer)ใช้แปลงเป็นข้อมูลชนิดจำนวนเต็ม
(real), (double), (float)ใช้แปลงเป็นข้อมูลชนิดจำนวนทศนิยม
(string)ใช้แปลงเป็นข้อมูลชนิดสตริง
(array)ใช้แปลงเป็นข้อมูลชนิดอาร์เรย์
(object)ใช้แปลงเป็นข้อมูลชนิดออบเจ็ค


1
2
3
4
5
6
<?
   $num = 248.75;
   echo"ค่าตัวแปรก่อนการแปลงชนิดข้อมูล : $num <br>";
   $num = (int) $num;
   echo"ค่าตัวแปรหลังการแปลงชนิดข้อมูล : $num <br>";
?>
การแปลงชนิดข้อมูลด้วยฟังก์ชั่น settype 
ฟังก์ชั่น settype() เป็นฟังก์ชั่นที่ใช้แปลงชนิดข้อมูล ซึ่งมีรูปแบบการใช้งานดังนี้
 ettype(ตัวแปร, ชนิดข้อมูล)

1
2
3
4
5
6
<?
   $num = 248.75;
   echo"ค่าตัวแปรก่อนการแปลงชนิดข้อมูล : $num <br>";
   settype($num, "integer");
   echo"ค่าตัวแปรหลังการแปลงชนิดข้อมูล : $num <br>";
?>

 การระบุชนิดข้อมูลในฟังก์ชั่น settype() นั้นจะต้องอยู่ในรูปของสตริง โดยใส่เครื่องหมาย double quote ครอบชื่อชนิดข้อมูลที่ต้องการ เช่น "integer" เป็นต้น
 

ค่าคงที่

     ค่าคงที่ คือ ตัวแปรประเภทหนึ่ง ซึ่งทั้งโปรแกรมค่าคงที่จะมีได้เพียงแค่ค่าเดี่ยว การประกาศค่าคงที่ใน PHP ทำได้โดยใช้คำสั่ง define ซึ่งมีรูปแบบดังนี้

รูปแบบ      define (ชือค่าคงที่, ค่า)

1
2
3
4
5
6
<?
   define("MYNAME", "Somchai");
   define("DOGNAME", "BOG");
   define("mycolor", "blue");
   echo "<font color=", mycolor, ">";
   echo "My name is ", MYNAME, "<br>";
   echo "My dog name is ", DOGNAME, "<br>";
   echo "</font>";
?>

          จากข้างต้นจะเห็นว่า มีการประกาศค่าคงที่ 3 ตัว และค่าคงที่ทั้ง 3 ค่านี้เวลานำไปใช้ เราจะแทรกอยู่ภายนอกเครื่องหมาย "..." (Double quote)
 

ภาษา php (1)

PHP คืออะไร

โลโก้ PHP

     ในช่วงแรกภาษาที่นิยมใช้งานบนระบบเครือข่าย คือ ภาษา HTML (Hypertext Markup Language) แต่ภาษา HTML มีลักษณะเป็น Static คือ ภาษาที่มีลักษณะของข้อมูลคงที่ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบันที่นิยมใช้ระบบเครือข่าย Internet เป็นศูนย์กลางในการติดต่อระหว่างกัน ทำให้ต้องการใช้เว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็นแบบ Dynamic คือ เว็บไซต์ที่ข้อมูลสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ผู้เขียนเว็บไซต์เป็นผู้กำหนด และการควบคุมการทำงานเหล่านี้จะกระทำโดยโปรแกรมภาษาสคริปต์ เช่น ภาษา PHP ซึ่งเป็นภาษาหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

     PHP ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1994 โดย Rasmus Lerdorf ต่อมามีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก จึงได้ออกเป็นแพ็คเกจ "Personal Home Page" ซึ่งเป็นที่มาของ PHP โดยภาษา PHP เป็นแบบ Server Side Script และเป็น Open Source ที่ผู้ใช้ทั่วไปสามารถดาวน์โหลด Source Code และโปรแกรมไปใช้ฟรี ได้ที่ http://www.php.net

     พอกลางปี ค.ศ.1995 เขาก็ได้พัฒนาตัวแปลภาษา PHP ขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อว่า PHP/FI เวอร์ชั่น 2 ซึ่งได้เพิ่มความสามารถในการรับข้อมูลที่ส่งมาจากฟอร์มของ HTML (จึงมีชื่อว่า FI หรือ Form Interpreter) นอกจากนั้นยังเพิ่มความสามารถในการติดต่อกับฐานข้อมูลอีกด้วย จึงทำให้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจ PHP กันมากขึ้น

     ในปี 1997 มีผู้ร่วมพัฒนา PHP เพิ่มอีก 2 คน คือ Zeev Suraski และ Andi Gutmans (กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า Zend ซึ่งย่อมาจาก Zeev และ Andi ) โดยได้แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ และเพิ่มเติมเครื่องมือให้มากขึ้น


โครงสร้างของภาษา PHP

     ภาษา PHP มีลักษณะเป็น embedded script หมายความว่าเราสามารถฝังคำสั่ง PHP ไว้ในเว็บเพจร่วมกับคำสั่ง(Tag) ของ HTML ได้ และสร้างไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น .php, .php3 หรือ .php4 ซึ่งไวยากรณ์ที่ใช้ใน PHP เป็นการนำรูปแบบของภาษาต่างๆ มารวมกันได้แก่ C, Perl และ Java ทำให้ผู้ใช้ที่มีพื้นฐานของภาษาเหล่านี้อยู่แล้วสามารถศึกษา และใช้งานภาษานี้ได้ไม่ยาก 
ตัวอย่างที่ 1
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
<html>
<head>
<title>Example 1 </title>
</head>
<body>

<?
   echo"Hi, I'm a PHP script!";
?>

</body>
</html>



ความสามารถของภาษา PHP
  • เป็นภาษาที่มีลักษณะเป็นแบบ Open source ผู้ใช้สามารถ Download และนำ Source code ของ PHP ไปใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • เป็นสคริปต์แบบ Server Side Script ดังนั้นจึงทำงานบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ ไม่ส่งผลกับการทำงานของเครื่อง Client โดย PHP จะอ่านโค้ด และทำงานที่เซิร์ฟเวอร์ จากนั้นจึงส่งผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลมาที่เครื่องของผู้ใช้ในรูปแบบของ HTML ซึ่งโค้ดของ PHP นี้ผู้ใช้จะไม่สามารถมองเห็นได้
  • PHP สามารถทำงานได้ในระบบปฎิบัติการที่ต่างชนิดกัน เช่น Unix, Windows, Mac OS หรือ Risc OS อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก PHP เป็นสคริปต์ที่ต้องทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ ดังนั้นคอมพิวเตอร์สำหรับเรียกใช้คำสั่ง PHP จึงจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ไว้ด้วย เพื่อให้สามารถประมวลผล PHP ได้
  • PHP สามารถทำงานได้ในเว็บเซิร์ฟเวอร์หลายชนิด เช่น Personal Web Server(PWS), Apache, OmniHttpd และ Internet Information Service(IIS) เป็นต้น
  • ภาษา PHP สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object Oriented Programming)
  • PHP มีความสามารถในการทำงานร่วมกับระบบจัดการฐานข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งระบบจัดการฐานข้อมูลที่สนับสนุนการทำงานของ PHP เช่น Oracle, MySQL, FilePro, Solid, FrontBase, mSQL และ MS SQL เป็นต้น
  • PHP อนุญาตให้ผู้ใช้สร้างเว็บไซต์ซึ่งทำงานผ่านโปรโตคอลชนิดต่างๆ ได้ เช่น LDAP, IMAP, SNMP, POP3 และ HTTP เป็นต้น
  • โค้ด PHP สามารถเขียน และอ่านในรูปแบบของ XML ได้


วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฐานข้อมูล

สาระสำคัญ

ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในระบบงานต่าง ๆ ร่วมกันได้ โดยที่จะไม่เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และยังสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลด้วย อีกทั้งข้อมูลในระบบก็จะถูกต้องเชื่อถือได้ และเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะมีการกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลขึ้น

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล

ระบบฐานข้อมูล (Database System) หมายถึง โครงสร้างสารสนเทศที่ประกอบด้วยรายละเอียดของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันที่จะนำมาใช้ในระบบต่าง ๆ ร่วมกัน
ระบบฐานข้อมูล จึงนับว่าเป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้ใช้สามารถจัดการกับข้อมูลได้ในลักษณะต่าง ๆ ทั้งการเพิ่ม การแก้ไข การลบ ตลอดจนการเรียกดูข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการประยุกต์นำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการจัดการฐานข้อมูล

นิยามและคำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล

บิท (Bit)   หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด

ไบท์ (Byte)    หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่กิดจากการนำบิทมารวมกันเป็นตัวอักขระ (Character)

เขตข้อมูล (Field)    หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่ประกอบขึ้นจากตัวอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปมารวมกันแล้วได้ความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ชื่อ ที่อยู่ เป็นต้น

ระเบียน (Record)    หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนเอาเขตข้อมูลหลาย ๆ เขตข้อมูลมารวมกัน เพื่อเกิดเป็นข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ข้อมูลของนักศึกษา 1 ระเบียน (1 คน) จะประกอบด้วย
รหัสประจำตัวนักศึกษา 1 เขตข้อมูล
ชื่อนักศึกษา 1 เขตข้อมูล
ที่อยู่ 1 เขตข้อมูล

แฟ้มข้อมูล (File)   หมายถึงหน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนำข้อมูลหลาย ๆ ระเบียนที่เป็นเรื่องเดียวกันมารวมกัน เช่น แฟ้มข้อมูลนักศึกษา แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลพนักงาน


ความสำคัญของการประมวลผลแบบระบบฐานข้อมูล

จากการจัดเก็บข้อมูลรวมเป็นฐานข้อมูลจะก่อให้เกิดประโยชน์ดังนี้
1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้
การเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน (Redundancy) ดังนั้นการนำข้อมูลมารวมเก็บไว้ในฐานข้อมูล จะชาวยลดปัญหาการเกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้ โดยระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS) จะช่วยควบคุมความซ้ำซ้อนได้ เนื่องจากระบบจัดการฐานข้อมูลจะทราบได้ตลอดเวลาว่ามีข้อมูลซ้ำซ้อนกันอยู่ที่ใดบ้าง

2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้
หากมีการเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่และมีการปรับปรุงข้อมูลเดียวกันนี้ แต่ปรับปรุงไม่ครบทุกที่ที่มีข้อมูลเก็บอยู่ก็จะทำให้เกิดปัญหาข้อมูลชนิดเดียวกัน อาจมีค่าไม่เหมือนกันในแต่ละที่ที่เก็บข้อมูลอยู่ จึงก่อใให้เกิดความขัดแย้งของข้อมูลขึ้น (Inconsistency)

3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้
ฐานข้อมูลจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลรวมไว้ด้วยกัน ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลที่มาจากแฟ้มข้อมูลต่างๆ ก็จะทำได้โดยง่าย

4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล
บางครั้งพบว่าการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เช่น จากการที่ผู้ป้อนข้อมูลป้อนข้อมูลผิดพลาดคือป้อนจากตัวเลขหนึ่งไปเป็นอีกตัวเลขหนึ่ง โดยเฉพาะกรณีมีผู้ใช้หลายคนต้องใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลร่วมกัน หากผู้ใช้คนใดคนหนึ่งแก้ไขข้อมูลผิดพลาดก็ทำให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบตามไปด้วย ในระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) จะสามารถใส่กฎเกณฑ์เพื่อควบคุมความผิดพลาดที่เกดขึ้น

5. สามารถกำหนดความป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้
การเก็บข้อมูลร่วมกันไว้ในฐานข้อมูลจะทำให้สามารถกำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้รวมทั้งมาตรฐานต่าง ๆ ในการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันได้ เช่นการกำหนดรูปแบบการเขียนวันที่ ในลักษณะ วัน/เดือน/ปี หรือ ปี/เดือน/วัน ทั้งนี้จะมีผู้ที่คอยบริหารฐานข้อมูลที่เราเรียกว่า ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA) เป็นผู้กำหนดมาตรฐานต่างๆ

6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้
ระบบความปลอดภัยในที่นี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ที่ไม่มีสิทธิมาใช้ หรือมาเห็นข้อมูลบางอย่างในระบบ ผู้บริหารฐานข้อมูลจะสามารถกำหนดระดับการเรียกใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนได้ตามความเหมาะสม

7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล
ในระบบฐานข้อมูลจะมีตัวจัดการฐานข้อมูลที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล โปรแกรมต่าง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างข้อมูลทุกครั้ง ดังนั้นการแก้ไขข้อมูลบางครั้ง จึงอาจกระทำเฉพาะกับโปรแกรมที่เรียกใช้ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น ส่วนโปรแกรมที่ไม่ได้เรียกใช้ข้อมูลดังกล่าว ก็จะเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลง


รูปแบบของระบบฐานข้อมูล

รูปแบบของระบบฐานข้อมูล มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท คือ
1. ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database)
เป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตาราง (Table) หรือเรียกว่า รีเลชั่น (Relation) มีลักษณะเป็น 2 มิติ คือเป็นแถว (row) และเป็นคอลัมน์ (column) การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตาราง จะเชื่อมโยงโดยใช้แอททริบิวต์ (attribute) หรือคอลัมน์ที่เหมือนกันทั้งสองตารางเป็นตัวเชื่อมโยงข้อมูล ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นี้จะเป็นรูปแบบของฐานข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ดังตัวอย่าง
พนักงาน

รหัสพนักงาน
ชื่อพนักงาน
ที่อยู่
เงินเดือน
รหัสแผนก
12501535
12534568
12503452
12356892
15689730
นายสมพงศ์
นายมนตรี
นายเอก
นายบรรทัด
นายราชัน
กรุงเทพ
นครปฐม
กรุงเทพ
นนทบุรี
สมุทรปราการ
12000
12500
13500
11500
12000
VO
VN
VO
VD
VA

รูปแสดงตารางพนักงาน
2. ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)
ฐานข้อมูลแบบเครือข่ายจะเป็นการรวมระเบียนต่าง ๆ และความสัมพันธ์ระหว่างระเบียนแต่จะต่างกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คือ ในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะแฝงความสัมพันธ์เอาไว้ โดยระเบียนที่มีความสัมพันธ์กันจะต้องมีค่าของข้อมูลในแอททริบิวต์ใดแอททริบิวต์หนึ่งเหมือนกัน แต่ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย จะแสดงความสัมพันธ์อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น

3. ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarchical Database)
ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น เป็นโครงสร้างที่จัดเก็บข้อมูลในลักษณะความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูก (Parent-Child Relationship Type : PCR Type) หรือเป็นโครงสร้างรูปแบบต้นไม้ (Tree) ข้อมูลที่จัดเก็บในที่นี้ คือ ระเบียน (Record) ซึ่งประกอบด้วยค่าของเขตข้อมูล (Field) ของเอนทิตี้หนึ่ง ๆ
ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นนี้คล้ายคลึงกับฐานข้อมูลแบบเครือข่าย แต่ต่างกันที่ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น มีกฎเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งประการ คือ ในแต่ละกรอบจะมีลูกศรวิ่งเข้าหาได้ไม่เกิน 1 หัวลูกศร

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

การสื่อสารข้อมุลเเละเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2

เครือข่ายคอมพิวเตอร์


  เครือข่ายคอมพิวเตอร์เกิดจากการสื่อสารข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้
1.จำนวนของเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่าย
2.สื่อนำข้อมูล
3.เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์
4.โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล


โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Topology)
โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถจำแนกตามลักษณะของการการเชื่อมต่อได้ดังต่อไปนี้
1.โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส (Bus Topology)

จะทำงานเหมือนกับรถบัสโดยสารประจำทางคอยวิ่งรับส่งผู้โดยสารจากจุดหนึ่งๆ ไปยังจุดหมายปลายทาง ในเครือข่ายแบบบัส จะไม่มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลายคอยควบคุมจัดการ ทุกเครื่องในเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้ากับช่องสื่อสารเส้นเดียวกัน อุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดในเครือข่ายสามารถสื่อสารส่งข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ถึงกันได้โดยไม่จำเป็น ต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลาง ถ้ามีบางข่าวสารชนกัน อุปกรณ์ตัวนั้นจะหยุดชั่วขณะแล้วพยายามส่งใหม่

ข้อดี คือ สามารถจัดการได้ทั้งเครือข่ายแบบ client/server และแบบ peer-to-peer
ข้อจำกัด คือ จำเป็นต้องใช้วงจรสื่อสารและซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันของสัญญาณข้อมูล และถ้ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย อาจส่งผลให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้
2.โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน (Ring Topology)
คือ ไมโครโปรเซสเซอร์ทุกเครื่องจะสื่อสารกันถายในเครือข่ายผ่านสายสัญญาณที่มีลักษณะเป็นวงแหวน สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งวิ่งไป รอบวงแหวนจนกระทั่งไปถึงยังเครื่องปลายทางโดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์เป็นศูนย์กลาง โดยมีโทเคนซึ่งเป็นบิต แบบมีแบบแผนจะวิ่งไปรอบๆ วงแหวนทำหน้าที่พิจารณาว่าเครื่องใดในเครือข่ายจะ เป็นผู้ส่งสารสนเทศ

ข้อดี ข่าวสารจะเคลื่อนที่เป็นลำดับไปในทิศทางเดียว ขจัดปัญหาการชนกันของสัญญาณ
ข้อจำกัด ถ้าเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย อาจทำให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้
3.โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว (Star Topology)
คือ จะมีไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องศูนย์กลางแม่ข่าย ไมโครคอมพิวเตอร์ที่เหลือและอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ ทั้งหมดจะเชื่อมต่อไปยังเครื่องแม่ข่ายโดยมีฮับ (HUB) เป็นอุปกรณ์คอยจัดการรับส่งข่าวสารจากเครื่องหนึ่งๆไปสู่เครื่องอื่นๆ สายสื่อสารจะเชื่อมต่อจากไมโครคอมพิวเตอร์เข้าสู่ฮับแยกไปแต่ละเครื่อง สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งผ่านจากเครื่องหนึ่งผ่านฮับไปยังเครื่องปลายทาง ฮับจะคอยตรวจสอบลำดับการจราจรที่วิ่งไปมาในเครือข่าย

ข้อดี ฮับจะทำหน้าที่คอยปกป้องการชนกันของข่าวสาร เมื่อเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียหาย ก็จะไม่มีผลกระทบต่อเครื่องอื่นๆทั้งระบบ
ข้อจำกัด ถ้าฮับเสียหายจะทำให้ทั้งระบบต้องหยุดซะงัก และมีความสิ้นเปลืองสายสัญญาณมากกว่าแบบอื่นๆ
4.โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบเมช (Mesh Topology)
        คือ เป็นเครือข่ายที่ผสมผสานกันทั้งแบบดาว,วงแหวน และบัส เช่น วิทยาเขตขนาดเล็กที่มีหลายอาคาร         เครือข่ายของแต่ละอาคารอาจใช้แบบบัสเชื่อมต่อกับอาคารอื่นๆที่ใช้แบบดาว และแบบวงแหวน

5.โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบผสม (Hybrid Topology)
       คือ เครือข่ายความเร็วสูงรุ่นใหม่ Fiber Distributed Data Interface การเชื่อมต่อจะมีความเร็วประมาณ 100-200 เมกะบิตต่อวินาที เครือข่าย FDDI จะใช้สายใยแก้วนำแสงโดยแปลงจาก โทโปโลยีแบบวงแหวน เพียงแต่มีวงแหวน 2 วง นิยมใช้สำหรับงานด้านที่ต้องการเทคโนโลยีสูง เช่น วีดิทัศน์แบบดิจิทัล , กราฟิกความละเอียดสูง

ข้อดี ความเร็วสูง มีเสถียรภาพ และความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจากมีวงแหวน 2 วง ถ้าวงใดวงหนึ่งเสียหาย การสื่อสารยังสามารถดำเนินต่อไปได้ในวงแหวนที่เหลือ
ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากใช้ใยแก้วนำแสง, อุปกรณ์และการจัดการเครือข่ายจะมีต้นทุนสูงกว่าโทโปโลยีอื่นๆ


ประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่ตระหนักกันอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยเหตุว่าการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีประโยชน์หลายประการ ดังนี้1.   ความสะดวกในการจัดเก็บข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลซึ่งอยู่ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์สามารถจัดเก็บไว้ในแผ่นบันทึก(diskette) ที่มีความหนาแน่นสูงได้ แผ่นบันทึกแผ่นหนึ่งสามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 

1. ล้านตัวอักษร สำหรับการสื่อสารข้อมูลนั้น ถ้าข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ได้ด้วยอัตรา 120 ตัวอักษรต่อวินาที จะทำให้สามารถส่งข้อมูล 200 หน้า ได้ในเวลาเพียง 40 นาที โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาป้อนข้อมูลเหล่านั้นซ้ำใหม่อีก
2.  ความถูกต้องของข้อมูล โดยปกติมีการข้อมูลด้วยสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งด้วยระบบดิจิทัล วิธีการรับส่งนั้นจะมีการตรวจสอบข้อมูล หากมีข้อมูลผิดพลาดก็จะมีการรับรู้และพยายามหาวิธีการแก้ไขให้ข้อมูลที่ได้รับมีความถูกต้อง โดยอาจให้ทำการส่งใหม่หรือกรณีผิดพลาดไม่มาก ผู้รับอาจใช้โปรแกรมของตนเองแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องได้
3.   ความเร็วของการทำงาน สัญญาณทางไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วเท่ากับแสง ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์ส่งข้อมูลจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง หรือการค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ความรวดเร็วของระบบจะทำให้ผู้ใช้สะดวกสบายอย่างยิ่ง เช่น บริษัทสายการบินทุกแห่งสามารถทราบข้อมูลของทุกเที่ยวบินได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การจองที่นั่งของสายการบินสามารถทำได้ทันที
4.   ประหยัดต้นทุนในการสื่อสารข้อมูล การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กันเป็นเครือข่าย เพื่อส่งหรือสำเนาข้อมูล ทำให้ราคาต้นทุนของการใช้ข้อมูลไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับการจัดส่งแบบวิธีอื่น เช่น การใช้อีเมล์ส่งข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ การใช้งานโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
5.   สามารถเก็บข้อมูลเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือ สามารถมีข้อมูลเพียงชุดเดียวในระบบเครือข่าย ซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนกลาง โดยที่แต่ละแผนกในบริษัทสามารถดึงไปใช้ได้จากที่เดียวกัน ไม่ต้องเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อน กระจัดกระจายกันไปในคอมพิวเตอร์ทุกแผนก ซึ่งจะมีประโยชน์มากในกรณีที่ข้อมูลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงก็สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลจากส่วนกลางได้ทันที
6.   การใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกันได้ ในระบบเครือข่ายนั้น จะทำให้สามารถใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ร่วมกันได้ โดยที่อุปกรณ์นั้น อาจต่อยู่กับเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่าย แต่สามารถให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายใช้อุปกรณ์ตัวนั้นได้โดยตรง ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในระบบ เช่น สามารถให้เครื่องพิมพ์ตัวเดียว ซึ่งต่ออยู่กับคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งในเครือข่ายรับคำสั่งในการพิมพ์งานจากทุกๆ เครื่องในเครือข่ายได้ทันที เป็นต้น
7.   การทำงานแบบกลุ่ม สามารถใช้ประโยชน์ของระบบเครือข่ายในการทำงานในแผนกหรือกลุ่มงานเดียวกันได้เป็นอย่างดี เช่น สามารถร่วมแก้ไขเอกสารตัวเดียวกันตามแผนงาน กล่าวคือในระบบงานเอกสารชนิดหนึ่งอาจจะต้องผ่านการแก้ไขหลายขั้นตอน ซึ่งจะทำให้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องทำงานในขั้นตอนของตัวเองก่อนจะส่งไฟล์ข้อมูลของเอกสารนั้นไปให้เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในเครือข่ายทำขั้นตอนต่อไป  เป็นต้น

การสื่อสารข้อมุลเเละเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 1

การสื่อสารข้อมูล


เทคโนโลยีคมนาคมและการสื่อสาร
   นำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานทางธุรกิจโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการดังนี้
1.เพื่อการสื่อสารทางธุรกิจที่ดีขึ้น
2.เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
3.เพื่อการกระจายข้อมูลที่ดีขึ้น
4.เพื่อการจัดการกระบวนการธุรกิจที่สะดวกขึ้น
การใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร
1.ผู้ส่งข้อมูล (Sender)
2.ผู้รับข้อมูล (Receiver)
3.ข้อมูล (Data)
4.สื่อนำข้อมูล (Medium)
5.โปรโตคอล (Protocol)
องค์ประกอบของการสื่อสาร
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์(Electronic Mail : E-mail)
โทรสาร(Facsimile หรือ Fax)
วอยซ์เมล(Voice Mail)
การประชุมทางไกลอิเล็กทรอนิกส์(Video Conferencing)
การระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม(Global Positioning Systems :GPSS)
กรุ๊ปแวร์(groupware)
การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์(Electronic Fund Transfer : EFT)
การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์(Electronic Data Interchange : EDI)
การระบุลักษณะของวัตถุด้วยคลื่นความถี่วิทยุ(RFID)

ชนิดของสัญญาณข้อมูล
1. สัญญาณแอนะล็อก(Analog Signal
2. สัญญาณดิจิทัล(Digital Signal)
3. โมเด็ม(Modulator DEModulator หรือ Modem)